﻿<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?> <rss
version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
> <channel><title>การตลาดออนไลน์และ Ecommerce</title> <atom:link href="http://www.balahave.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" /><link>http://www.balahave.com</link> <description>Ecommerce และการทำการตลาดออนไลน์</description> <lastBuildDate>Sun, 09 Oct 2011 15:46:08 +0000</lastBuildDate> <language>en</language> <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod> <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency> <generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator> <item><title>Facebok Timeline</title><link>http://www.balahave.com/facebok-timeline/</link> <comments>http://www.balahave.com/facebok-timeline/#comments</comments> <pubDate>Sun, 09 Oct 2011 15:43:56 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[Facebook]]></category> <category><![CDATA[facebook]]></category> <category><![CDATA[facebook timeline]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=425</guid> <description><![CDATA[Facebook Timeline คืออะไร เป็นคุณสมบัติใหม่ที่ทาง facebook ทำมาเปลี่ยนหน้า Profile ของแต่ละคนให้เป็นลักษณะของช่วงเวลา โดยจะแบ่งเป็น Now คือปัจจุบัน, ชื่อของเดือน ถ้าเก่ามากๆ จะเป็นเลขที่ของปี หากเราคลิกไปยังคำดังกล่าวมันก็จะเลื่อนหน้าเว็บของเราไปดูกิจกรรมของเรา ณ ตอนนั้นว่า เราทำอะไรไปบ้าง โดยจะมี 3 จุดหลักๆ ที่ Facebook ออกมาโฆษณา Cover คือส่วนที่เพิ่มขึ้นมาด้านบนสุดของหน้า Profile โดยจะสามารถใส่รูปใหญ่ๆ ได้ 1 รูป คล้ายๆ ลักษณะของแบนเนอร์เว็บด้านบน Stories เป็นการปรับตำแหน่งการแสดงผลของ status, กิจกรรม (activity) ต่างๆ ที่ผ่านมา โดยจะแสดงเป็น 2 columns ด้านซ้ายและขวา หาก status ไหนคุณต้องการให้มันแสดงเต็มจอ (wide-screen) ก็เพียงนำเมาส์ไปวางไว้ มันจะมีปุ่มรูปดาวขึ้นมาให้กด จะทำให้ status ดังกล่าว ขยายเต็มจอ (เฉพาะแนวนอน) [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><strong>Facebook Timeline</strong> คืออะไร</p><blockquote><p>เป็นคุณสมบัติใหม่ที่ทาง facebook ทำมาเปลี่ยนหน้า Profile ของแต่ละคนให้เป็นลักษณะของช่วงเวลา โดยจะแบ่งเป็น Now คือปัจจุบัน, ชื่อของเดือน ถ้าเก่ามากๆ จะเป็นเลขที่ของปี หากเราคลิกไปยังคำดังกล่าวมันก็จะเลื่อนหน้าเว็บของเราไปดูกิจกรรมของเรา ณ ตอนนั้นว่า เราทำอะไรไปบ้าง</p></blockquote><p>โดยจะมี 3 จุดหลักๆ ที่ Facebook ออกมาโฆษณา</p><ul> <strong>Cover</strong> คือส่วนที่เพิ่มขึ้นมาด้านบนสุดของหน้า Profile โดยจะสามารถใส่รูปใหญ่ๆ ได้ 1 รูป<br
/> คล้ายๆ ลักษณะของแบนเนอร์เว็บด้านบน</ul><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/10/cover.jpg"><img
class="aligncenter size-medium wp-image-426" title="cover" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/10/cover-300x164.jpg" alt="cover" width="300" height="164" /></a></p><ul> <strong>Stories</strong> เป็นการปรับตำแหน่งการแสดงผลของ status, กิจกรรม (activity) ต่างๆ ที่ผ่านมา<br
/> โดยจะแสดงเป็น 2 columns ด้านซ้ายและขวา หาก status ไหนคุณต้องการให้มันแสดงเต็มจอ (wide-screen)<br
/> ก็เพียงนำเมาส์ไปวางไว้ มันจะมีปุ่มรูปดาวขึ้นมาให้กด จะทำให้ status ดังกล่าว ขยายเต็มจอ (เฉพาะแนวนอน)</ul><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/10/story.jpg"><img
class="aligncenter size-medium wp-image-430" title="story" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/10/story-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p><ul> <strong>Apps</strong> เป็นการบอกถึงกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง, ฟังเพลง หรือเล่นเกมส์ต่างๆ<br
/> มันจะขึ้นมาให้เราเห็นใน Timeline ด้วย, ซึ่งเพื่อนเราก็จะสามารถทำกิจกรรมดังกล่าวตามได้เลย<br
/> (หากเพื่อนเราต้องการนะ)</ul><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/10/apps.jpg"><img
class="aligncenter size-medium wp-image-431" title="apps" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/10/apps-300x179.jpg" alt="" width="300" height="179" /></a></p><p>เท่าที่ผมลองเล่นดู มันดีเลยทีเดียวสำหรับดูเอง &#8230; แต่ถ้าเปิด Public แล้วก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน<br
/> เพราะความลับจะไม่มีอีกต่อไป &#8211; -&#8221; (มันเล่นโชว์ทุกอย่างตั้งแต่เรามี Facebook account เลยทีเดียว)<br
/> .<br
/> .<br
/> ครั้งหน้าผมจะลองรีวิวไอ่เจ้า Timeline ตัวนี้ให้เพื่อนๆดูนะครับ &#8230;</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/facebok-timeline/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>6 วิธีทำให้ร้านคุณน่าเชื่อถือ</title><link>http://www.balahave.com/6/</link> <comments>http://www.balahave.com/6/#comments</comments> <pubDate>Sat, 20 Aug 2011 03:00:25 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[Ecommerce]]></category> <category><![CDATA[ecommerce]]></category> <category><![CDATA[ความน่าเชื่อถือ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=413</guid> <description><![CDATA[หลังจากที่เรารู้ว่าทำไมคนไทยถึงไม่ซื้อสินค้าออนไลน์ และหนึ่งในเหตุผลนั้นก็คือไม่ไว้ใจ กลัวร้านค้าโกง กลัวไม่ได้สินค้า สรุปคือ ขาดความน่าเชื่อถือ สิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ อาจจะช่วยไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็น แต่เชื่อผมเถอะครับว่า ทำดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแน่ๆ ทำให้ลูกค้ารู้ว่าเรามีตัวตน คืออะไรหนะเหรอ ?? เราต้องมีชื่อ, ที่อยู่, เบอร์ติดต่อ หรือหน้า ติดต่อเรา (contact us) หากเป็นไปได้ มีรูปเจ้าของร้านก็ดีนะ แต่อันนี้ไม่ซีเรียสจ้า มีของดีต้องโชว์ ร้านคุณหรือสินค้าคุณเคยได้รับรางวัลอะไรหรือไม่ ถ้ามีต้องเอามาอวดหน่อย แสดงให้ลูกค้าเห็นว่า นี่นะเราตั้งใจทำสินค้ามาขาย ไม่ได้มาหลอกลวงแต่อย่างใด ในที่นี้รวมถึง ใบรับรองต่างๆด้วย เช่น ทะเบียนการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอสิกส์ (อันนี้เป็นกฏหมายเลยนะ เสียค่าทำแค่ 50 บาทเอง) บอกให้ละเอียด สินค้าคุณคืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร ใช้งานยังไง วิธีการดูแลรักษา บอกให้หมด บอกให้ครบ บอกเกินได้ แต่อย่าบอกขาด &#8230; ขอร้อง ^_^&#8221; เช่น คุณขายเสื้อแฟชั่นตัวนึง ถ้าเป็นร้านทั่วไปก็คงบอกแค่ เสื้อแฟชั่นเกาหลี สวยๆ สีเขียว [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่เรารู้ว่าทำไมคนไทยถึงไม่ซื้อสินค้าออนไลน์ และหนึ่งในเหตุผลนั้นก็คือไม่ไว้ใจ<br
/> กลัวร้านค้าโกง กลัวไม่ได้สินค้า สรุปคือ <em>ขาดความน่าเชื่อถือ </em></p><p>สิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ อาจจะช่วยไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็น แต่เชื่อผมเถอะครับว่า<br
/> ทำดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแน่ๆ</p><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/08/reliability-concept.jpg"><img
src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/08/reliability-concept-300x202.jpg" alt="ความน่าเชื่อถือ" title="reliability-concept" width="300" height="202" class="aligncenter size-medium wp-image-421" /></a></p><ul> <strong>ทำให้ลูกค้ารู้ว่าเรามีตัวตน</strong> คืออะไรหนะเหรอ ?? เราต้องมีชื่อ, ที่อยู่, เบอร์ติดต่อ หรือหน้า<br
/> ติดต่อเรา (contact us) หากเป็นไปได้ มีรูปเจ้าของร้านก็ดีนะ แต่อันนี้ไม่ซีเรียสจ้า</ul><ul> <strong>มีของดีต้องโชว์</strong> ร้านคุณหรือสินค้าคุณเคยได้รับรางวัลอะไรหรือไม่ ถ้ามีต้องเอามาอวดหน่อย<br
/> แสดงให้ลูกค้าเห็นว่า นี่นะเราตั้งใจทำสินค้ามาขาย ไม่ได้มาหลอกลวงแต่อย่างใด ในที่นี้รวมถึง<br
/> ใบรับรองต่างๆด้วย เช่น ทะเบียนการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอสิกส์ (อันนี้เป็นกฏหมายเลยนะ เสียค่าทำแค่ 50 บาทเอง)</ul><p><span
id="more-413"></span></p><ul> <strong>บอกให้ละเอียด</strong> สินค้าคุณคืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร ใช้งานยังไง วิธีการดูแลรักษา<br
/> บอกให้หมด บอกให้ครบ บอกเกินได้ แต่อย่าบอกขาด &#8230; ขอร้อง ^_^&#8221;<br
/> เช่น คุณขายเสื้อแฟชั่นตัวนึง ถ้าเป็นร้านทั่วไปก็คงบอกแค่<br
/> เสื้อแฟชั่นเกาหลี สวยๆ สีเขียว size M<br
/> แต่ &#8230; แต่ &#8230; ทำไมคุณต้องบอกแค่นี้ ผมถามหน่อยเถอะว่า แค่นี้คุณรู้หรือไม่ว่า<br
/> ไอ่เสื้อตัวนี้ ยาวแค่ไหน รู้แต่ว่า size M แล้วซักเครื่องได้มั้ย<br
/> ควรระวังอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า ? ควรบอกเต็มๆไปเลย ว่า เสื้อแฟชั่น<br
/> ทำจากผ้าคอทตอน ผ้าบางใส่สบายซักแล้วไม่เป็นขุย ได้ทั้งมือและซักเครื่อง<br
/> ขนาดเสื้อยาว 48 ซม. รอบอกกว้าง 38 ยืดได้ถึง 42 สามารถใส่ไปงานเลี้ยงแบบสุภาพได้<br
/> วิธีการดูแลรักษา บลาๆๆๆ &#8230; บอกให้หมด  การมีข้อมูลให้เยอะไว้ก่อนนั้นนอกจากดีกับลูกค้าแล้ว<br
/> ยังดีกับ Google ไปในทางอ้อมด้วยนะ ยิ่งข้อมูลเยอะ Google ยิ่งให้อันดับสินค้าเราดีขึ้นด้วยนะจะบอกให้ ฮ่า ๆ ๆ (ทำเถอะครับข้อนี้ขอร้อง -/\- )</ul><ul> <strong>ใช้ลูกค้าให้เป็นประโยชน์</strong> สำหรับร้านที่มีลูกค้าเก่า หรือลูกค้าที่ใช้สินค้าแล้วรู้สึกดี ควรขอลูกค้าสัมภาษณ์ ถ้าจะให้ดี ขอถ่ายรูปด้วย และนำบทสัมภาษณ์นั้นมาลงในเว็บคุณ จะทำให้ดูน่าเชื่อถือขึ้น</ul><ul> <strong>การรับประกัน</strong> มีการรับประกันสินค้าหรือไม่ เช่น ซื้อแล้วไม่ได้รับสินค้ายินดีคืนเงิน สินค้ามีปัญหาเปลี่ยนได้ภายใน 7 วัน หรือซื้อสินค้าเก็บเงินปลายทางมั่นใจได้ของชัวร์ อะไรก็ว่าไปเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจยิ่งขึ้น &#8230; และที่สำคัญเลยนะ สำคัญมาก สำคัญจริงๆ คือ ส่งสินค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ห้ามช้าเด็ดขาด .. ให้คุณลองนึกดูเล่นๆว่าคุณจ่ายเงินให้ใครไปก็ไม่รู้ก่อน และก็หายเงียบหายไป ผมบอกได้เลยว่า คงรู้สึกไม่ดี และกะวนกะวายใจแน่ๆ &#8230; อย่าทำให้ใครรู้สึกแบบนั้นกับร้านคุณเด็ดขาด</ul><ul> <strong>อัพเดทให้บ่อย</strong> หมั่นอัพเดทสินค้าหรือเว็บไซต์ของคุณอยู่เสมอ ถ้าไม่มีสินค้าใหม่ก็ไม่เป็นไร<br
/> โพสข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ลูกค้า ชวนลูกค้าคุยในเว็บบอร์ด จัดกิจกรรมหรือทำโปรโมชั่น<br
/> อย่าให้ร้านคุณเงียบเด็ดขาด &#8230; ทำงานด้วยใจรัก จักทำได้ทุกวันเน้ออออ</ul><p>หากใครมีอะไรเพิ่มเติม หรือคำแนะนำก็คอมเมนท์กันมาได้เลย เพราะผมก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง<br
/> บางทีประสบการณ์เพื่อนๆ อาจเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับอีกหลายคนก็เป็นได้</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/6/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>กสิกรไทยร่วมกับวีซ่าเปิดรับชำระเงินผ่านมือถือ</title><link>http://www.balahave.com/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link> <comments>http://www.balahave.com/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments> <pubDate>Fri, 19 Aug 2011 03:00:37 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[ข่าว]]></category> <category><![CDATA[Payment]]></category> <category><![CDATA[ชำระเงินมือถือ]]></category> <category><![CDATA[ระบบชำระเงิน]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=402</guid> <description><![CDATA[กสิกรไทย-วีซ่า เปิดตัวระบบชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ &#8220;บริการโมบาย เวอริฟาย บาย วีซ่า&#8221; ครั้งแรกของโลก หลังสร้างความสะดวกปลอดภัย ตั้งเป้าปี 54 จะมียอดรับชำระบัตรเครดิตออนไลน์ 40,000 ล้านบาท&#8230; นายอาจ วิเชียรเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถที่หลากหลายมากขึ้นนอกเหนือ จากการใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารทั่วไป โดยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านเว็บไซต์ หรือแอพลิเคชันต่าง ๆ ได้ และมีแนวโน้มที่ช่องทางดังกล่าวจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัว ของปริมาณการใช้สมาร์ทโฟนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การซื้อสินค้าและบริการผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเป็นต้องมีระบบชำระเงินที่มีมาตรฐานสูง เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจและปลอดภัยในการทำธุรกรรม ธนาคารกสิกรไทย จึงร่วมกับบริษัท วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (VISA) พัฒนาบริการโมบาย เวอริฟาย บาย วีซ่า ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อรองรับธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์ เคลื่อนที่เป็นครั้งแรกในประเทศไทยและครั้งแรกของโลก เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยบัตรเครดิตหรือ บัตรเดบิต และทำธุรกรรมจนถึงขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งหน้าชำระเงินจะเชื่อมต่อมายังระบบบริการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ออนไลน์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (K-Payment Gateway on Mobile) เพื่อให้ผู้ถือบัตรกรอกข้อมูลบัตร ตรวจสอบรายการชำระเงิน และยืนยันการทำธุรกรรมโดยธนาคารจะส่งรหัสแบบใช้ครั้งเดียว [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>กสิกรไทย-วีซ่า เปิดตัว<strong>ระบบชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ</strong> &#8220;บริการโมบาย เวอริฟาย บาย วีซ่า&#8221; ครั้งแรกของโลก หลังสร้างความสะดวกปลอดภัย ตั้งเป้าปี 54 จะมียอดรับชำระบัตรเครดิตออนไลน์ 40,000 ล้านบาท&#8230;</p></blockquote><p>นายอาจ วิเชียรเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถที่หลากหลายมากขึ้นนอกเหนือ จากการใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารทั่วไป โดยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านเว็บไซต์ หรือแอพลิเคชันต่าง ๆ ได้ และมีแนวโน้มที่ช่องทางดังกล่าวจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัว ของปริมาณการใช้สมาร์ทโฟนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การซื้อสินค้าและบริการผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเป็นต้องมีระบบชำระเงินที่มีมาตรฐานสูง เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจและปลอดภัยในการทำธุรกรรม<br
/> ธนาคารกสิกรไทย จึงร่วมกับบริษัท วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (VISA) พัฒนาบริการโมบาย เวอริฟาย บาย วีซ่า ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อรองรับธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์ เคลื่อนที่เป็นครั้งแรกในประเทศไทยและครั้งแรกของโลก<br
/> <span
id="more-402"></span><br
/> เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยบัตรเครดิตหรือ บัตรเดบิต และทำธุรกรรมจนถึงขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งหน้าชำระเงินจะเชื่อมต่อมายังระบบบริการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ออนไลน์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (K-Payment Gateway on Mobile) เพื่อให้ผู้ถือบัตรกรอกข้อมูลบัตร ตรวจสอบรายการชำระเงิน และยืนยันการทำธุรกรรมโดยธนาคารจะส่ง<em>รหัสแบบใช้ครั้งเดียว (One-time password: OTP)</em> ผ่านทางเอสเอ็มเอส (SMS) ไปยังหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ถือบัตรที่ได้ลงทะเบียนไว้ เพื่อให้ผู้ถือบัตรใช้กรอกบนหน้าจอชำระเงิน ซึ่งระบบจะทำการตรวจสอบความถูกต้องและแสดงผลการทำธุรกรรมให้ผู้ถือบัตรทราบ ในลำดับถัดไป</p><p>ผช.กก.ผจก.ธนาคารกสิกรไทย กล่าวต่อว่า บริการ โมบาย เวอริฟาย บาย วีซ่า แบบ OTP เป็นระบบตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยของการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มีมาตรฐานสูงสุดในขณะนี้ ผู้ถือบัตรไม่ต้องกังวลว่าผู้อื่นจะทราบรหัสและนำไปใช้ เพราะเป็นเอสเอ็มเอสที่ส่งตรงเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเจ้าของบัตร และใช้ได้เพียงครั้งเดียว ผู้ถือบัตรจึงไม่จำเป็นต้องจำรหัสผ่าน ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรที่เคยลงทะเบียนใช้บริการ เวอริฟาย บาย วีซ่า แบบ OTP จะสามารถใช้บริการดังกล่าวต่อเนื่องได้ ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน ระบบจะแจ้งให้ลงทะเบียน และสามารถกลับเข้ามาทำรายการช้อปปิ้งออนไลน์ต่อได้ในทันที</p><p>ด้าน นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในช่วงแรกบริการโมบาย เวอริฟาย บาย วีซ่า จะมีพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้าร่วมให้บริการ ได้แก่ แอมเวย์ นกแอร์ เพย์สบาย เอสเอฟซีนีม่า ตลาดดอทคอม การบินไทย และไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ซึ่งผู้ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น หรือทำรายการช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านทางเวบไซต์ของพันธมิตรธุรกิจดังกล่าวได้</p><p>ทั้งนี้ ธ.กสิกรไทย มีลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตรวมกันมากกว่า 9 ล้านใบ และมีผู้ลงทะเบียนกับระบบเวอริฟาย บาย วีซ่า เพื่อช้อปปิ้งออนไลน์แล้วกว่า 400,000 ราย โดย 70 % ของผู้ลงทะเบียนใช้ระบบ เวอริฟาย บาย วีซ่า แบบ OTP นอกจาก นี้ ธนาคารฯ มียอดขายผ่านร้านค้าออนไลน์บนบริการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตร เครดิตทางอินเทอร์เน็ต (K-Payment Gateway) ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80 % ต่อปี และคาดว่าในปี 2554 จะมียอดขายผ่านระบบไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาท</p><p>ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ขายอะไรดีในโลกออนไลน์</title><link>http://www.balahave.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link> <comments>http://www.balahave.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/#comments</comments> <pubDate>Wed, 17 Aug 2011 03:00:05 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[Ecommerce]]></category> <category><![CDATA[ecommerce]]></category> <category><![CDATA[ร้านค้าออนไลน์]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=377</guid> <description><![CDATA[&#8230; หลังจากได้อ่านบทความตอนที่แล้วว่า ขายของออนไลน์เป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างแล้วนั้น สำหรับคนที่ยอมรับได้และคิดจะเริ่มลุยสักตั้ง วันนี้ผมมีอะไรมาเล่าเรื่อยเปื่อยละกันครับ ไม่อยากบอกว่าเป็นการสอนหรือคำแนะนำใดๆ เรียกว่ามาบ่นไปเรื่อยๆดีกว่า คำแรก จะขายอะไรดี บนโลกออนไลน์ ? นั่นสิ! ขายอะไรดี ก่อนอื่นอยากบอกว่า เราถนัดและมีความรู้หรือเชี่ยวชาญสินค้าด้านใดบ้างหรือเปล่า ถ้ามี ลองดูจากสิ่งรอบตัวเราก่อนเลยก็ได้ แต่ถ้าไม่มีผมจะเล่าให้ฟังว่าพฤติกรรมผู้บริโภคคนออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นอย่างไร สินค้าที่ไม่สามารถหาซื้อได้ในบริเวณใกล้เคียง เช่น คนต่างจังหวัดมักซื้อสินค้าออนไลน์ที่เป็นแบรนด์เนมจากห้างดังในกรุงเทพฯ หรือคนกรุงเองก็ตาม ที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดจากผลิตภัณฑ์นั้นๆ สินค้าที่คนปกติไม่กล้าที่จะเลือกซื้อผ่านหน้าร้าน (อย่าพึ่งนึกถึงของผิดกฏหมายไปก่อนซะหละ) เช่น ชุดชั้นในเซ็กซี่, อาหารเสริม หรือเครื่องสำอางต่างๆ ไม่มากคนนักที่จะกล้าเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้โดยมีคนอื่นมาจับจ้อง ดังนั้นสินค้าเหล่านี้คนจึงนิยมซื้อผ่านโลกออนไลน์ สินเค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น อุปกรณ์ต่างๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก, ตุ๊กตาบลายธ์, ชุดลิเกและอื่นๆ สินค้าเหล่านี้เราจะได้ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม มีคู่แข่งน้อย อีกทั้งหากเราบริการดี การที่เราจะยังรักษาลูกค้าเดิมยิ่งเป็นเรื่องง่าย อย่างที่ผมบอกมา สินค้าส่วนใหญ่จะคู่แข่งน้อย แต่ก็หมายถึงลูกค้าก็น้อยตามไปด้วย หากเราอยากขายสินค้าที่กว้างขวางขึ้นเราควรจะขายอะไรดี หรือทำอย่างไรดี ??? อันนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ หากตอบได้ผมคงแอบไปรวยเงียบๆคนเดียวไปแล้ว แต่ผมจะบอกว่าสินค้าอะไรที่คนส่วนใหญ่นิยมซื้อ ในปัจจุบัน 1 หนังสือ 2 เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>&#8230; หลังจากได้อ่านบทความตอนที่แล้วว่า ขายของออนไลน์เป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างแล้วนั้น สำหรับคนที่ยอมรับได้และคิดจะเริ่มลุยสักตั้ง วันนี้ผมมีอะไรมาเล่าเรื่อยเปื่อยละกันครับ ไม่อยากบอกว่าเป็นการสอนหรือคำแนะนำใดๆ เรียกว่ามาบ่นไปเรื่อยๆดีกว่า</p><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/08/shopping-online.jpg"><img
class="aligncenter size-medium wp-image-386" title="shopping-online" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/08/shopping-online-300x238.jpg" alt="ร้านค้าออนไลน์" width="300" height="238" /></a></p><p><strong>คำแรก จะขายอะไรดี บนโลกออนไลน์ ?</strong><br
/> นั่นสิ! ขายอะไรดี ก่อนอื่นอยากบอกว่า เราถนัดและมีความรู้หรือเชี่ยวชาญสินค้าด้านใดบ้างหรือเปล่า ถ้ามี ลองดูจากสิ่งรอบตัวเราก่อนเลยก็ได้  แต่ถ้าไม่มีผมจะเล่าให้ฟังว่าพฤติกรรมผู้บริโภคคนออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นอย่างไร</p><ul> <strong>สินค้าที่ไม่สามารถหาซื้อได้ในบริเวณใกล้เคียง</strong> เช่น คนต่างจังหวัดมักซื้อสินค้าออนไลน์ที่เป็นแบรนด์เนมจากห้างดังในกรุงเทพฯ หรือคนกรุงเองก็ตาม ที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดจากผลิตภัณฑ์นั้นๆ</ul><ul> <strong>สินค้าที่คนปกติไม่กล้าที่จะเลือกซื้อผ่านหน้าร้าน</strong> (อย่าพึ่งนึกถึงของผิดกฏหมายไปก่อนซะหละ) เช่น ชุดชั้นในเซ็กซี่, อาหารเสริม หรือเครื่องสำอางต่างๆ ไม่มากคนนักที่จะกล้าเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้โดยมีคนอื่นมาจับจ้อง  ดังนั้นสินค้าเหล่านี้คนจึงนิยมซื้อผ่านโลกออนไลน์</ul><ul> <strong>สินเค้าเฉพาะกลุ่ม</strong> เช่น อุปกรณ์ต่างๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก, ตุ๊กตาบลายธ์, ชุดลิเกและอื่นๆ<br
/> สินค้าเหล่านี้เราจะได้ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม มีคู่แข่งน้อย อีกทั้งหากเราบริการดี การที่เราจะยังรักษาลูกค้าเดิมยิ่งเป็นเรื่องง่าย</ul><p>อย่างที่ผมบอกมา <span
id="more-377"></span>สินค้าส่วนใหญ่จะคู่แข่งน้อย แต่ก็หมายถึงลูกค้าก็น้อยตามไปด้วย หากเราอยากขายสินค้าที่กว้างขวางขึ้นเราควรจะขายอะไรดี หรือทำอย่างไรดี ???<br
/> อันนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ หากตอบได้ผมคงแอบไปรวยเงียบๆคนเดียวไปแล้ว</p><p>แต่ผมจะบอกว่าสินค้าอะไรที่คนส่วนใหญ่นิยมซื้อ ในปัจจุบัน<br
/> <em>1 หนังสือ<br
/> 2 เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย<br
/> 3 อุปกรณ์หรือสินค้าไอที </em></p><p>แล้วอะไรคือสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่ซื้อสินค้าออนไลน์หละ<br
/> - ไม่ไว้ใจผู้ขายว่าจะจัดส่งสินค้าจริง (กลัวโดนโกง)<br
/> - สินค้าจับต้องไม่ได้<br
/> - ไม่มั่นใจในระบบชำระเงิน<br
/> - ขั้นตอนการสั่งซื้อที่ยุ่งยาก</p><p>สิ่งที่ผมเล่าๆมานั้น เป็นเพียงเบื้องต้นหรือแนวความคิดว่าเราควรจะขายอะไรดี<br
/> หรือลูกค้าออนไลน์มีพฤติกรรมอย่างไร เพื่อเราจะได้เตรียมตัวก่อนเริ่มขายจริง</p><p>* การขายจริงเรายังจะต้องเจอปัญหาอีกมากมาย แต่อย่างว่า <strong>&#8220;การเดินทางนับลี้ ต้องเริ่มต้นจากก้าวแรก&#8221;</strong></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>AB Testing</title><link>http://www.balahave.com/ab-testing/</link> <comments>http://www.balahave.com/ab-testing/#comments</comments> <pubDate>Thu, 07 Jul 2011 07:55:36 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[ทั่วไป]]></category> <category><![CDATA[AB Testing]]></category> <category><![CDATA[การทดสอบแคมเปจ]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=361</guid> <description><![CDATA[AB Testing คือ วิธีการหนึ่งของนักการตลาดที่ใช้สำหรับทดสอบ พฤติกรรมผู้บริโภคว่าเป็นอย่างไร โดยการ &#8220;ลองผิดลองถูก&#8221; ธรรมดานี่แหละ คำถามคือแล้วเราจะทดสอบอะไรได้บ้างหละ และทดสอบไปทำไม ? คุณเคยลังเลไหม ว่าจะเลือกอะไรดี เช่น คุณเปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ และมีลูกค้าอยู่กลุ่มนึงเป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ คุณกำลังตัดสินใจที่จะผลิตเสื้อผ้าล็อตใหม่ออกมา แต่ไม่รู้ว่า จะเลือกอันไหนดีระหว่าง เสื้อลายสีฉูดฉาด กับ เสื้อเรียบแต่ดูดี . . หากคุณจะต้องผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก แล้วปรากฏว่าลูกค้าไม่ต้องการ (พูดง่ายๆคือ ขายไม่ออก) มันก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจได้ . . เราจึงมีวิธีการทดสอบแบบง่ายๆ โดยการ ผลิตมันออกมาทั้งสองแบบเลย แต่ในปริมาณน้อยๆก่อน เพื่อทดลองพฤติกรรมของลูกค้า แล้วดูว่าสินค้าชนิดใดเป็นที่ต้องการมากกว่ากัน ก็เลือกที่จะผลิตในปริมาณมากๆ &#8230; ง่ายไหมครับ . . โดยปกติแล้วผมก็ใช้เทคนิคนี้บ่อยครั้งมากกับการทำ Email Marketing ซึ่งก็เกิดจากความลังเลหรือไม่รู้ว่าผู้บริโภคจะเลือกอะไรอีกนั่นแหละ สมมติผมต้องการจะส่งอีเมล์บอกโปรโมชั่นลูกค้าว่า มีสินค้าลด นู้น นี่ นั่น มากมายกว่า 70% แต่ผมไม่รู้ว่าจะเลือกหัวข้อ (Email [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><strong>AB Testing</strong> คือ วิธีการหนึ่งของนักการตลาดที่ใช้สำหรับทดสอบ พฤติกรรมผู้บริโภคว่าเป็นอย่างไร<br
/> โดยการ &#8220;ลองผิดลองถูก&#8221; ธรรมดานี่แหละ</p></blockquote><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/07/Tips_for_True_False_Tests_bmp_500x1000_q85.jpg"><img
class="aligncenter size-medium wp-image-372" title="Tips_for_True_False_Tests_bmp_500x1000_q85" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/07/Tips_for_True_False_Tests_bmp_500x1000_q85-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a></p><p>คำถามคือแล้วเราจะทดสอบอะไรได้บ้างหละ และทดสอบไปทำไม ?<br
/> คุณเคยลังเลไหม ว่าจะเลือกอะไรดี เช่น คุณเปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ และมีลูกค้าอยู่กลุ่มนึงเป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ<br
/> คุณกำลังตัดสินใจที่จะผลิตเสื้อผ้าล็อตใหม่ออกมา แต่ไม่รู้ว่า จะเลือกอันไหนดีระหว่าง เสื้อลายสีฉูดฉาด กับ เสื้อเรียบแต่ดูดี<br
/> .<br
/> .<br
/> หากคุณจะต้องผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก แล้วปรากฏว่าลูกค้าไม่ต้องการ (พูดง่ายๆคือ ขายไม่ออก) มันก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจได้<br
/> .<br
/> .<br
/> เราจึงมีวิธีการทดสอบแบบง่ายๆ โดยการ ผลิตมันออกมาทั้งสองแบบเลย แต่ในปริมาณน้อยๆก่อน เพื่อทดลองพฤติกรรมของลูกค้า<br
/> แล้วดูว่าสินค้าชนิดใดเป็นที่ต้องการมากกว่ากัน ก็เลือกที่จะผลิตในปริมาณมากๆ &#8230; ง่ายไหมครับ<span
id="more-361"></span><br
/> .<br
/> .<br
/> โดยปกติแล้วผมก็ใช้เทคนิคนี้บ่อยครั้งมากกับการทำ Email Marketing ซึ่งก็เกิดจากความลังเลหรือไม่รู้ว่าผู้บริโภคจะเลือกอะไรอีกนั่นแหละ</p><p>สมมติผมต้องการจะส่งอีเมล์บอกโปรโมชั่นลูกค้าว่า มีสินค้าลด นู้น นี่ นั่น มากมายกว่า 70% แต่ผมไม่รู้ว่าจะเลือกหัวข้อ (Email subject) อะไรดี คนส่วนใหญ่ หรือลูกค้าถึงสนใจที่จะยอมเปิด และคลิกมัน<br
/> ผมก็เลยตั้งหัวข้อเอาไว้ 3 แบบด้วยกันคือ<br
/> - โปรโมชั่นออกใหม่ เดือนนี้<br
/> - นาฬิกาแบรนด์เนมลดสูงสุดถึง 70%<br
/> - ลดล้างสต๊อก ใครช้าอดนะจ๊ะ!<br
/> .<br
/> .<br
/> หลังจากตั้งหัวข้อเสร็จ ผมก็จะทำการส่งอีเมล์ 3 รูปแบบนี้ไปยังสมาชิกหรือลูกค้าผม โดยส่งไปเป็นจำนวนเท่าๆกัน หัวข้อละ 200 ฉบับ</p><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/07/abtesting.gif"><img
class="size-medium wp-image-363" title="abtesting" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/07/abtesting-300x138.gif" alt="AB Testing" width="300" height="138" /></a></p><p>ผลลัพธ์ปรากฏว่า แบบที่ 2 มีผลตอบรับดีที่สุด 39% วันถัดไปผมจึงเลือกที่จะใช้หัวข้อที่ 2<br
/> ในการส่งหาลูกค้าที่เหลือทั้งหมด ลักษณะแบบนี้เป็นต้น</p><p>เทคนิคนี้เอาไปใช้ได้กับทุกอย่างนะผมว่า เช่น การจีบสาว หากอยากรู้ว่าระหว่าง<br
/> การเดินไปขอเบอร์โทรตรงๆ กับ ให้เพื่อนไปขอให้ อันไหนมันเวิร์คกว่ากัน ^__^&#8221;<br
/> ก็ลองมันทั้งคู่เลยครับ ถ้าเพื่อนไปขอดีกว่า ก็ใช้แต่มันนี่แหละ 555+</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/ab-testing/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>คำศัพท์เกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ต</title><link>http://www.balahave.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89/</link> <comments>http://www.balahave.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89/#comments</comments> <pubDate>Wed, 25 May 2011 07:32:56 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[Glossary]]></category> <category><![CDATA[internet]]></category> <category><![CDATA[คำศัพท์]]></category> <category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=349</guid> <description><![CDATA[ทุกวันนี้เราท่องโลกอินเทอร์เน็ตเปิดเว็บไซต์อยู่ทุกวัน ก็ควรจะรู้ศัพท์เกี่ยวกับมันเอาไว้บ้าง เพื่อที่จะได้ใช้งานได้อย่างถูกวิธีและใช้งานมันได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น IP Address คือ ตัวเลขที่บ่งบอกที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเว็บไซต์นั้นๆ เป็นตัวเลข เช่น 202.44.204.33 เปรียบเสมือนบ้านเลขที่ของเว็บไซต์นั่นเองแต่มักไม่มีใครเรียก โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ Domain Name แทน Domain Name คือ ชื่อที่นำมาแทน IP Address ซึ่งจำยาก เช่นจากเดิม 202.44.204.33 เราก็เปลี่ยนมันเป็น ABC.com เป็นต้น เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงเว็บไซต์ เปรียบเสมือนการเรียกบ้านเลขที่ เป็นชื่อตึกแทน เช่น อาคารเซ็นทรัล เป็นต้น URL (ยูอาร์แอล) ย่อมาจากคำว่า Uniform Resource Locator หมายถึง ที่อยู่ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต (คล้ายที่อยู่บ้าน แต่ว่าอันนี้เป็นที่อยู่ของเว็บไซต์) SSL (เอสเอสแอล) ย่อมาจากคำว่า Secure Sockets Layer หมายถึง โปรโตคอลความปลอดภัย ที่ถูกใช้เป็นมาตรฐาน สำหรับเพิ่มความปลอดภัย ในการ สื่อสารหรือส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้เราท่องโลกอินเทอร์เน็ตเปิดเว็บไซต์อยู่ทุกวัน ก็ควรจะรู้ศัพท์เกี่ยวกับมันเอาไว้บ้าง เพื่อที่จะได้ใช้งานได้อย่างถูกวิธีและใช้งานมันได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น</p><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/05/browser.jpg"><img
src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/05/browser-300x202.jpg" alt="Browser" title="Browser" width="300" height="202" class="aligncenter size-medium wp-image-354" /></a></p><ul><li><strong>IP Address</strong> คือ ตัวเลขที่บ่งบอกที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเว็บไซต์นั้นๆ เป็นตัวเลข เช่น 202.44.204.33 เปรียบเสมือนบ้านเลขที่ของเว็บไซต์นั่นเองแต่มักไม่มีใครเรียก โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ Domain Name แทน</li><li><strong>Domain Name</strong> คือ ชื่อที่นำมาแทน IP Address ซึ่งจำยาก เช่นจากเดิม 202.44.204.33 เราก็เปลี่ยนมันเป็น ABC.com เป็นต้น เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงเว็บไซต์ เปรียบเสมือนการเรียกบ้านเลขที่ เป็นชื่อตึกแทน เช่น อาคารเซ็นทรัล เป็นต้น</li><li><strong>URL</strong> (ยูอาร์แอล) ย่อมาจากคำว่า Uniform Resource Locator หมายถึง ที่อยู่ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต (คล้ายที่อยู่บ้าน แต่ว่าอันนี้เป็นที่อยู่ของเว็บไซต์)</li><li><strong>SSL</strong> (เอสเอสแอล) ย่อมาจากคำว่า Secure Sockets Layer หมายถึง โปรโตคอลความปลอดภัย ที่ถูกใช้เป็นมาตรฐาน สำหรับเพิ่มความปลอดภัย ในการ<br
/> สื่อสารหรือส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยส่วนมากแล้วเว็บไซต์ที่ต้องการความปลอดภัยสูงจะใช้ SSL หมด ยกตัวอย่างเช่น ธนาคาร<br
/> โดยสังเกตุได้จาก http<strong><font
color="red">s</font></strong> (<font
color="red">ปกติจะเป็น http ไม่มี s</font>)</li><p><span
id="more-349"></span></p><li><strong>Phishing </strong>(ออกเสียงเหมือนคำว่า Fishing) คือ การโจมตีทางอินเทอร์เน็ตอย่างนึงในรูปแบบของการปลอมแปลงอีเมล์ หรือข้อความเพื่อหลอกเหยื่อให้เปิด<br
/> เผยข้อมูลสำคัญ เช่น การส่งอีเมล์อ้างว่ามาจากธนาคาร ต้องการขอข้อมูลอัพเดทต่างๆ  หรือ<br
/> การปลอมแปลงเว็บไซต์ให้เหมือนกับต้นฉบับ เช่น การสร้างเว็บไซต์ให้เหมือนกับเว็บไซต์ธนาคาร เพื่อหลอกให้ผู้ใช้งานล๊อกอิน เพื่อกรอก username<br
/> และ password โดยหลังจากกรอกเสร็จก็แอบบันทึกเอาไว้ แล้วเนียนแจ้งว่า เรากรอก username หรือ password ผิด<br
/> ดังนั้นการที่จะทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตทุกครั้ง หรือทำอะไรที่มีความสำคัญมาก ต้องแน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์ที่ถูกต้องจริงๆ โดยดูจาก URL</li><li><strong>Browser</strong> คือ โปรแกรมที่เอาไว้ใช้สำหรับเล่นอินเทอร์เน็ตหรือเปิดเว็บไซต์ Browser ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่ Internet Explorer, Mozilla FireFox,<br
/> Google Chrome และ Safari เป็นต้น<br
/> ซึ่งการที่คุณใช้ Browser แตกต่างกัน ก็จะส่งผลให้การแสดงผลในหน้าเว็บไซต์ที่คุณเข้า อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ เช่น<br
/> การใช้ Internet Explorer กับ Mozilla FireFox เข้าเว็บ www.kapook.com อาจจะแสดงผลไม่เหมือนกัน เป็นต้น</li></ul> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>ขายของออนไลน์</title><link>http://www.balahave.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link> <comments>http://www.balahave.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/#comments</comments> <pubDate>Tue, 24 May 2011 15:08:56 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[Ecommerce]]></category> <category><![CDATA[ecommerce]]></category> <category><![CDATA[ขายของออนไลน์]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=305</guid> <description><![CDATA[ทุกวันนี้หลายๆคนได้หันมาขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตกัน ด้วยหลายเหตุผลไม่ว่าจะเป็น ด้านต้นทุนที่ไม่แพง, รวดเร็ว, ไม่ต้องคำนึงถึงสถานที่หรือเหตุผลด้านการเมืองอย่างการปิดกั้นการจราจร บางร้านค้าที่หันมาขายออนไลน์ ขายดีเกินคาด ขนาดปิดหน้าร้านค้าจริงๆ แล้วทำงานอยู่กับบ้านไปเลยก็มี ทีนี้สำหรับมือใหม่หัดขาย ควรรู้อะไรบ้าง ผมจะพูดถึงข้อดีและข้อเสีย ของการขายออนไลน์ให้ทราบกันก่อนดีกว่า จะได้ทำใจและยอมรับมัน ก่อนที่จะเข้าไปเริ่มธุรกิจด้านนี้ ข้อดี ลงทุนไม่มากเหมือนเปิดหน้าร้านค้า จะบอกว่าไม่ต้องลงทุนด้านสถานที่เลยก็ไม่เชิง แต่อยู่ในรูปของเว็บไซต์ซึ่งราคามันถูกกว่าการเปิดหรือเช่าร้าน แต่ถ้าใครแค่อยากทดลองระบบการขายออนไลน์ก่อน เดี๋ยวนี้ก็มีผู้ให้บริการเปิดฟรีหลายเจ้าอยู่เหมือนกัน หาลูกค้าได้ทั่วโลก ก็มันเ็ป็นอินเทอร์เน็ตหนิ คนเชียงใหม่ก็แวะมาชมสินค้าของคนสุราษณ์ได้สบายๆ ถ้าเป็นหน้าร้านแบบเก่า แค่ข้ามอำเภอก็ไม่อยากจะไปแล้ว อย่าว่าแต่ข้ามจังหวัดเลย จริงไหมครับ สามารถวัดผลได้ ถามว่าวัดอะไรหละ วัดไปทำไม ผมจะยกตัวอย่างกรณีขายสินค้าไม่ได้ คุณก็คงอยากรู้ใช่ไหมหละว่ามันเป็นเพราะอะไร การขายออนไลน์สามารถบอกได้ว่า คนเข้ามาดูสินค้าตัวไหนเท่าไร ซื้อไม่ซื้ออย่างไร ถ้าปริมาณคนเข้าชมสินค้าเยอะแต่กลับไม่ซื้อเลยนั่นอาจเป็นเพราะว่า สินค้าดูไม่น่าเชื่อถือหรือราคาแพงเกินไป เราก็นำมาปรับปรุง รายละเอียดการวัดผลจริงๆผมจะนำมาเล่าให้ฟังเป็นหัวเรื่องใหญ่ทีหลังละกัน ความสะดวก สะดวกทั้งคนซื้อและคนขายเลย คนซื้อไม่ต้องนั่งรถไปซื้อ คนขายอยู่ที่ไหนก็สามารถขายสินค้าได้ ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ตกับโน็ตบุคสักตัวอาจจะเป็นงานในฝันของใครๆหลายคนเลยก็ได้ วันจันทร์ทำงานอยู่บ้านสั่งงานลูกน้อง, วันอังคาร-พุธ ไปเที่ยวทะเลนอนโรงแรม , วันพฤหัส-ศุกร์ ไปนอนตากอากาศรีสอร์ทชิลๆ, เสาร์-อาทิตย์ ไปเยี่ยมญาติๆ อยู่ไหนก็ทำงานได้สบายจริงๆ ผมก็ยังฝันจะเป็นแบบนี้อยู่เลย [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้หลายๆคนได้หันมาขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตกัน ด้วยหลายเหตุผลไม่ว่าจะเป็น ด้านต้นทุนที่ไม่แพง, รวดเร็ว, ไม่ต้องคำนึงถึงสถานที่หรือเหตุผลด้านการเมืองอย่างการปิดกั้นการจราจร บางร้านค้าที่หันมาขายออนไลน์ ขายดีเกินคาด ขนาดปิดหน้าร้านค้าจริงๆ แล้วทำงานอยู่กับบ้านไปเลยก็มี ทีนี้สำหรับมือใหม่หัดขาย ควรรู้อะไรบ้าง ผมจะพูดถึงข้อดีและข้อเสีย ของการขายออนไลน์ให้ทราบกันก่อนดีกว่า จะได้ทำใจและยอมรับมัน ก่อนที่จะเข้าไปเริ่มธุรกิจด้านนี้</p><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/05/Ecommerce.jpg"><img
src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/05/Ecommerce-300x225.jpg" alt="ecommerce" title="Ecommerce" width="300" height="225" class="size-medium wp-image-315" /></a></p><ul> ข้อดี</p><li>ลงทุนไม่มากเหมือนเปิดหน้าร้านค้า<br
/> จะบอกว่าไม่ต้องลงทุนด้านสถานที่เลยก็ไม่เชิง แต่อยู่ในรูปของเว็บไซต์ซึ่งราคามันถูกกว่าการเปิดหรือเช่าร้าน แต่ถ้าใครแค่อยากทดลองระบบการขายออนไลน์ก่อน เดี๋ยวนี้ก็มีผู้ให้บริการเปิดฟรีหลายเจ้าอยู่เหมือนกัน</li><li>หาลูกค้าได้ทั่วโลก<br
/> ก็มันเ็ป็นอินเทอร์เน็ตหนิ คนเชียงใหม่ก็แวะมาชมสินค้าของคนสุราษณ์ได้สบายๆ ถ้าเป็นหน้าร้านแบบเก่า แค่ข้ามอำเภอก็ไม่อยากจะไปแล้ว อย่าว่าแต่ข้ามจังหวัดเลย จริงไหมครับ</li><li>สามารถวัดผลได้<br
/> ถามว่าวัดอะไรหละ วัดไปทำไม ผมจะยกตัวอย่างกรณีขายสินค้าไม่ได้ คุณก็คงอยากรู้ใช่ไหมหละว่ามันเป็นเพราะอะไร การขายออนไลน์สามารถบอกได้ว่า คนเข้ามาดูสินค้าตัวไหนเท่าไร ซื้อไม่ซื้ออย่างไร ถ้าปริมาณคนเข้าชมสินค้าเยอะแต่กลับไม่ซื้อเลยนั่นอาจเป็นเพราะว่า สินค้าดูไม่น่าเชื่อถือหรือราคาแพงเกินไป เราก็นำมาปรับปรุง รายละเอียดการวัดผลจริงๆผมจะนำมาเล่าให้ฟังเป็นหัวเรื่องใหญ่ทีหลังละกัน</li><li>ความสะดวก<br
/> สะดวกทั้งคนซื้อและคนขายเลย คนซื้อไม่ต้องนั่งรถไปซื้อ คนขายอยู่ที่ไหนก็สามารถขายสินค้าได้ ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ตกับโน็ตบุคสักตัวอาจจะเป็นงานในฝันของใครๆหลายคนเลยก็ได้<br
/> วันจันทร์ทำงานอยู่บ้านสั่งงานลูกน้อง, วันอังคาร-พุธ ไปเที่ยวทะเลนอนโรงแรม , วันพฤหัส-ศุกร์ ไปนอนตากอากาศรีสอร์ทชิลๆ, เสาร์-อาทิตย์ ไปเยี่ยมญาติๆ อยู่ไหนก็ทำงานได้สบายจริงๆ ผมก็ยังฝันจะเป็นแบบนี้อยู่เลย</li><li>ส่งเสริมภาพลักษณ์<br
/> การขายออนไลน์เปรียบเสมือนนำเทคโนโลยีหนึ่งมาใช้ ทำให้ตัวสินค้าและร้านค้า ดูทันสมัยขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยนะครับ ถ้าทำออกมาแล้วดูไม่ดีก็ทำให้ภาพลักษณ์แย่ได้เหมือนกัน &#8211; -&#8221;</li><li>ลดความเสี่ยง<br
/> หลายคนถามว่าเสี่ยงอะไร ? ทุกวันนี้มีความเสี่ยงหลายอย่างเหลือเกิน<br
/> - ไฟไหม้ เสี่ยงไหม? คนที่เคยขายอยู่เซ็นทรัล เวิร์ลพลาซ่า คงตอบได้ดี เขาทุกคนคงไม่คิดว่าไฟจะไหม้ร้านตัวเองได้ทั้งๆที่อยู่ในระบบที่มีความปลอดภัยขนาดนั้น<br
/> - ภัยธรรมชาติ ใกล้ 2012 แล้วสงสัยโลกคงใกล้แตก แผ่นดินไหว, น้ำท่วม เริ่มมาให้เห็นกันบ่อย</li></ul><p><span
id="more-305"></span></p><ul> ข้อเสีย</p><li>ข้อจำกัดด้านสินค้า<br
/> - การขายออนไลน์จะมีปัญหาเรื่อง ลูกค้าไม่สามารถจับต้องสินค้าได้ ซึ่งสินค้าบางอย่างค่อนข้างจำเป็นที่จะต้องทดลอง เช่น เสื้อผ้าหรือเครื่องสำอาง แต่บางอย่างก็ไม่จำเป็น อย่างเช่น หนังสือ<br
/> ซื้อที่ไหนก็คงเหมือนกัน ก็เลยเป็นสาเหตุให้ หนังสือ เป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในโลกออนไลน์<br
/> - สินค้าบางชนิดไม่เหมาะกับการขายออนไลน์ อย่างเช่น อาหาร, ผลไม้หรือของสด  ถ้าหากต้องใช้ระยะเวลาการจัดส่งหลายวัน อาจทำให้สินค้าเน่าเสียหรือไม่น่ารับประทาน<br
/> แต่อันนี้ก็อาจะเป็นข้อดีก็ได้นะใครจะรู้ คนอื่นเขาไม่ขาย เราก็ขายเองซะเลย ไม่มีคู่แข่ง มีผู้ประกอบการรายนึงขายอาหารนี่แหละ ขายผ่านออนไลน์แล้วก็ทางโทรศัพท์ แต่ขายเฉพาะย่านธุรกิจนะ (วงแคบ ระยะการจัดส่งไม่เกิน 1-2 ชม.) กวาดรายได้มากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือนเลยนะ</li><li>การชำระเงิน<br
/> แน่นอนว่าไม่มีหน้าร้าน เราจะรับเงินจากลูกค้าตรงๆก็เห็นทีจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเราจะต้องมาจัดการเรื่อง ลูกค้าจะชำระเงินเราได้อย่างไรบ้าง โอนเงินเอาหรือว่าบัตรเครดิต หรือว่าจะจ่ายผ่านตัวกลางการชำระเงินต่างๆ<br
/> เราต้องกำหนด และมีขั้นตอนที่ชัดเจน สำหรับมือใหม่ก็ค่อนข้างจะยุ่งยาก ต้องปรับตัวสักระยะ ยังไม่รวมถึงกรณีที่ลูกค้าสั่งสินค้าแล้วไม่ยอมโอนเงินอีก</li><li>ต้องมีความรู้นิดนึง (อินเทอร์เน็ตพื้นฐาน)<br
/> สำหรับคนที่คิดจะขายออนไลน์แล้วหละก็ คงต้องเรียนรู้การใช้งานอินเทอร์เน็ตกันหน่อยหละ การเข้าเว็บไซต์ การรับและส่งอีเมล์ การใช้งานเว็บบอร์ด หรือแม้แต่กระทั่ง เข้าใจกับว่า &#8220;หยิบใส่ตะกร้า&#8221; หรือ &#8220;add to cart&#8221; ด้วย เพราะเรากำลังจะเริ่มขายของบนอินเทอร์เน็ต ถ้าไม่รู้สิ่งเหล่านี้ คงยากหน่อยละ  &#8230; แต่ถ้ามองไปอีกมุมนึง ก็ถือซะว่าเป็นการเรียนรู้ไม่ให้ตัวเองตกยุคละกัน ^^&#8221; จะได้เอาไว้เล่นกับลูกกับหลานได้ในอนาคต</li><li>การแข่งขันสูง<br
/> ก็ต้นทุนมันต่ำ ลงทุนน้อย ใครๆก็เลยหันมาขายผ่านทางออนไลน์กันหมด ฉะนั้นการที่เราหันมาขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ต้องทำใจไว้ก่อนเลยว่า การประชาสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ และอาจเป็นต้นทุนอีกตัวนึงที่มีมูลค่าสูงเลยทีเดียว แต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสินค้าและไหวพริบของผู้ขายเองด้วย ^^&#8221;</li></ul><p>ทั้งหมดนี้ก็แล้วแต่มุมมองขอแต่ละคนนะครับ ในเรื่องข้อดีข้อเสีย สิ่งที่ผมอยากให้ผู้อ่านบทความนี้เข้าใจก็คือ<br
/> ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการขายของออนไลน์ว่า มันเป็นอย่างไร<br
/> ทำใจยอมรับข้อดีข้อเสียมันได้หรือเปล่า ถ้ายอมรับกันได้แล้ว และคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดี ก็รอบทความหน้าได้เลย โดยจะพูดถึงขั้นตอนการเปิดร้านค้าออนไลน์</p><blockquote><p>ปล.ส่วนตัวแล้วผมสนับสนุนให้คนขายของออนไลน์กันเยอะๆ เพราะผมชอบหาสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต (ขี้เกียจไปเดิน อยากได้อะไรก็สั่ง)</p></blockquote> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> <item><title>การออกแบบโลโก้ (Logo)</title><link>http://www.balahave.com/logo/</link> <comments>http://www.balahave.com/logo/#comments</comments> <pubDate>Mon, 31 Jan 2011 10:49:20 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[ทั่วไป]]></category> <category><![CDATA[Logo]]></category> <category><![CDATA[Logo Benz]]></category> <category><![CDATA[Logo BMW]]></category> <category><![CDATA[Logo Nike]]></category> <category><![CDATA[โลโก้]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=248</guid> <description><![CDATA[Logo เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกที่ภาพลักษณ์ของยี่ห้อ (brand) นั้นๆ มิได้ถูกออกแบบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว ดูที่มาของ Logo การออกแบบโลโก้เพื่อนำไปใช้งานจริงๆ กับหลายๆองค์กรนั้น ต้องคำนึงถึง 1. กำหนดหน้าที่ของ Logo กล่าวคือ เราอยากให้ Logo ของเรานั้น ทำหน้าที่หรือว่าสื่อถึงอะไร เช่น ต้องดูแล้วรู้สึก อลังการ ดูแล้วรู้สึกปลอดภัย หรือว่าต้องการเพียงแค่จดจำง่าย 2. ศึกษา Logo จากแบรนด์ (brand) ต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า Logo แบบใดที่เราควรทำหรือไม่ควรจะทำ ซึ่งเรามีกรณีศึกษาจากแบรนด์ดังมากมาย อย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ ทุก Logo จะพยายามเปลี่ยนให้เรียบง่ายขึ้น 3. ออกแบบตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด แต่ที่แนะนำและไม่ว่าจะ Logo ใดก็แล้วแต่ ควรจะมีข้อนี้ คือต้องจำง่าย วิธีการทดสอบง่ายๆว่า Logo เราจำง่ายหรือยากนั้น ลองส่งให้เพื่อนๆดู แค่ 5 วินาที แล้วถามเพื่อนว่า เห็นอะไรบ้าง หรือจำอะไรได้บ้าง [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>Logo เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกที่ภาพลักษณ์ของยี่ห้อ (brand) นั้นๆ มิได้ถูกออกแบบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว <a
href="http://en.wikipedia.org/wiki/Logo" title="Logo" rel="nofollow" >ดูที่มาของ Logo</a></p><p
style="text-align: center;"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/nike.jpg"><img
class="size-medium wp-image-258 aligncenter" title="Nike" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/nike-300x60.jpg" alt="" width="420" height="83" /></a></p><p>การออกแบบโลโก้เพื่อนำไปใช้งานจริงๆ กับหลายๆองค์กรนั้น ต้องคำนึงถึง</p><p>1. <strong>กำหนดหน้าที่ของ Logo</strong> กล่าวคือ เราอยากให้ Logo ของเรานั้น ทำหน้าที่หรือว่าสื่อถึงอะไร เช่น ต้องดูแล้วรู้สึก อลังการ ดูแล้วรู้สึกปลอดภัย หรือว่าต้องการเพียงแค่จดจำง่าย</p><p>2. <strong>ศึกษา Logo จากแบรนด์ (brand) ต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว </strong>เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า Logo แบบใดที่เราควรทำหรือไม่ควรจะทำ ซึ่งเรามีกรณีศึกษาจากแบรนด์ดังมากมาย อย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ ทุก Logo จะพยายามเปลี่ยนให้เรียบง่ายขึ้น</p><p>3. <strong>ออกแบบตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด</strong> แต่ที่แนะนำและไม่ว่าจะ Logo ใดก็แล้วแต่ ควรจะมีข้อนี้ คือต้องจำง่าย วิธีการทดสอบง่ายๆว่า Logo เราจำง่ายหรือยากนั้น ลองส่งให้เพื่อนๆดู แค่ 5 วินาที แล้วถามเพื่อนว่า เห็นอะไรบ้าง หรือจำอะไรได้บ้าง ถ้าคำตอบออกมาไม่เป็นอย่างที่ต้องการ คือเพื่อนจำอะไรไม่ได้เลย หรือว่ารู้สึกตรงกันข้ามกับที่เราอยากจะสื่อออกไป เราก็ต้องปรับปรุงแก้ไข (บางครั้งความสวยงาม ก็ตรงข้ามกับไอ่คำว่าจำง่าย) <span
id="more-248"></span></p><p
style="text-align: center;"><strong>เรามาดูการเปลี่ยนแปลง Logo ของแบรนด์ดังจากอดีตถึงปัจจุบันกันดีกว่า</strong></p><div
id="attachment_249" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/apple.jpg"><img
class="size-medium wp-image-249 " title="Apple" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/apple-300x103.jpg" alt="" width="300" height="103" /></a><p
class="wp-caption-text">Apple</p></div><div
id="attachment_250" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/benz.jpg"><img
class="size-medium wp-image-250 " title="benz" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/benz-300x131.jpg" alt="" width="300" height="131" /></a><p
class="wp-caption-text">Mercedes-benz</p></div><div
id="attachment_250" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/pepsi.jpg"><img
class="size-medium wp-image-251 aligncenter" title="pepsi" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/pepsi-300x168.jpg" alt="" width="300" height="168" /></a><p
class="wp-caption-text">Pepsi</p></div><div
id="attachment_250" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/volkswagen.jpg"><img
class="aligncenter size-medium wp-image-261" title="Volkswagen" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/volkswagen-300x70.jpg" alt="" width="300" height="70" /></a><p
class="wp-caption-text">Volkswagen</p></div><p
style="text-align: left;">การออกแบบ Logo ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าลองจะทำออกมาให้ดีจริงๆ แล้วละก็ เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และซับซ้อนพอตัวเลยทีเดียว หลายๆ บริษัทถึงกับต้อง Re-brand ทำ Logo ใหม่ทั้งหมด เพราะว่า Logo เก่าดัน ให้ความรู้สึกว่า เหมือน Brand คนแก่หรือของโบราณ &#8230;</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/logo/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>Goupon ขายคูปองเป็นกลุ่ม</title><link>http://www.balahave.com/goupon/</link> <comments>http://www.balahave.com/goupon/#comments</comments> <pubDate>Fri, 21 Jan 2011 09:54:07 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[ทั่วไป]]></category> <category><![CDATA[Groupon]]></category> <category><![CDATA[คูปอง]]></category> <category><![CDATA[คูปองแบบกลุ่ม]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=230</guid> <description><![CDATA[ห่างหายกันไปนาน วันนี้จะมาพูดถึงการขายสินค้าแบบเป็นกลุ่มอย่าง Groupon ที่เป็นที่โด่งดังในเมืองนอกมากในขณะนี้ Groupon เป็นเว็บไซต์ที่ให้ร้านค้า หรือบริการต่างๆ มาเสนอโปรโมชั่นในรูปแบบ คูปองที่ขายเป็นกลุ่ม งงละสิ!!! คูปองอะไรเป็นกลุ่ม ยกตัวอย่าง ผมเปิดร้านสปาร์ อยากทำโปรโมชั่น เพื่อหาคนเข้าร้านเยอะๆ เลยไปลงโปรโมชั่นกับ Groupon ว่า 200 คนที่ซื้อคูปองนี้ จะเข้ามาใช้บริการร้านสปาร์ของผมโดยจ่ายแค่เพียง 50% เท่านั้น โดยเงื่อนไขนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คูปอง 200 ใบนี้ขายหมด (ขายผ่านทาง Groupon ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมเราไปอีกทีนึง) เป็นลักษณะข้อตกลงแบบ win-win-win เลยนะครับ ให้เป็น Tipple Win เลย คือ -     ลูกค้าที่ซื้อไปก็ได้ใช้บริการที่ถูกมากกกกกกกกก -     ร้านค้าก็ได้ลูกค้าและเงินเข้าร้าน -     ตัวกลางอย่าง Groupon ก็ได้เงิน เห็นไหมครับว่าน่าสนใจแค่ไหน &#8230; ลองมาคิดดูเล่นๆ นะว่่า ถ้าเกิดวันนึงเราอยากไปเที่ยว Dream World แบบหลายๆคนอะ เอาแบบยกไปทั้งคณะเลย [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>ห่างหายกันไปนาน วันนี้จะมาพูดถึงการขายสินค้าแบบเป็นกลุ่มอย่าง Groupon ที่เป็นที่โด่งดังในเมืองนอกมากในขณะนี้<br
/> Groupon เป็นเว็บไซต์ที่ให้ร้านค้า หรือบริการต่างๆ มาเสนอโปรโมชั่นในรูปแบบ <strong>คูปองที่ขายเป็นกลุ่ม</strong><br
/><div
id="attachment_231" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/groupon.png"><img
class="size-medium wp-image-231" title="groupon" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2011/01/groupon-300x205.png" alt="groupon" width="300" height="205" /></a><p
class="wp-caption-text">Groupon.com</p></div></p><p>งงละสิ!!! คูปองอะไรเป็นกลุ่ม</p><p><strong>ยกตัวอย่าง</strong> ผมเปิดร้านสปาร์ อยากทำโปรโมชั่น เพื่อหาคนเข้าร้านเยอะๆ เลยไปลงโปรโมชั่นกับ Groupon ว่า 200 คนที่ซื้อคูปองนี้ จะเข้ามาใช้บริการร้านสปาร์ของผมโดยจ่ายแค่เพียง 50% เท่านั้น โดยเงื่อนไขนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คูปอง 200 ใบนี้ขายหมด (ขายผ่านทาง Groupon ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมเราไปอีกทีนึง)<br
/> <span
id="more-230"></span><br
/> เป็นลักษณะข้อตกลงแบบ win-win-win เลยนะครับ ให้เป็น Tipple Win เลย คือ<br
/> -     ลูกค้าที่ซื้อไปก็ได้ใช้บริการที่ถูกมากกกกกกกกก<br
/> -     ร้านค้าก็ได้ลูกค้าและเงินเข้าร้าน<br
/> -     ตัวกลางอย่าง Groupon ก็ได้เงิน</p><p>เห็นไหมครับว่าน่าสนใจแค่ไหน  &#8230; ลองมาคิดดูเล่นๆ นะว่่า ถ้าเกิดวันนึงเราอยากไปเที่ยว Dream World แบบหลายๆคนอะ เอาแบบยกไปทั้งคณะเลย 200-300 คน  ถ้า Dream World จัดคูปองแบบ ซื้อเป็นกลุ่ม 300 ใบ ลดราคา 50% &#8230; โอวอะไรจะเกิดขึ้น &#8230; สร้าง Dream World เป็นสวนสนุกส่วนตัว ในราคา &#8220;เบา เบา&#8221; อย่างกับ Singular เลย</p><p>ล่าสุดเจ้า Groupon ถูกยักษ์ใหญ่อย่าง Google มาทาบทามขอซื้อแล้ว แต่ว่า Groupon ตอบปฏิเสธไป ..<br
/> !! ฮือฮากันเลยทีเดียว<br
/> ส่วนตอนนี้ในไทยก็มีเว็บแบบ Groupon แล้วเหมือนกัน มีเยอะซะด้วย<br
/> แต่ว่าคูปองหรือว่าร้านค้าที่เข้ามาทำโปรโมชั่นด้วยนั้นยังน้อย</p><p>ผู้สนับสนุน : <a
href="http://www.shoppingsija.com" title="ร้านค้าออนไลน์">Shoppingsija</a></p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/goupon/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>2</slash:comments> </item> <item><title>Facebook vs Twitter [Infographic] 2010</title><link>http://www.balahave.com/facebook-twitter-infographic-2010/</link> <comments>http://www.balahave.com/facebook-twitter-infographic-2010/#comments</comments> <pubDate>Fri, 24 Dec 2010 13:53:49 +0000</pubDate> <dc:creator>LaLaLa</dc:creator> <category><![CDATA[ทั่วไป]]></category> <guid
isPermaLink="false">http://www.balahave.com/?p=220</guid> <description><![CDATA[มาดูสถิติต่างของทั้ง facebook และ twitter ก่อนสิ้นปี 2010 กันว่าเป็นอย่างไรบ้าง Facebook: ผู้ใช้ 500 ล้านคน 41% เข้า log in บน Facebook ทุกวัน 30% ใช้ผ่านมือถือ 40% เป็นเพื่อนกับแบรนด์ ในขณะที่ 51% ของผู้ที่เป็นเพื่อนกับแบรนด์จะซื้อสินค้าของแบรนด์นั้นๆ 12% ของผู้ใช้ทำการอัพเดทสถานะทุกวัน 70% ของผู้ใช้อยู่นอกสหรัฐฯ Twitter ผู้ใช้ 106 ล้านคน 27% เข้า log in บน Facebook ทุกวัน 37% ใช้ผ่านมือถือ 25% เป็นเพื่อนกับแบรนด์ ในขณะที่ 67% ของผู้ที่เป็นเพื่อนกับแบรนด์จะซื้อสินค้าของแบรนด์นั้นๆ 52% ของผู้ใช้ทำการอัพเดทสถานะทุกวัน 60% ของผู้ใช้อยู่นอกสหรัฐฯ สรุปจากตัวเลขนี้ ผู้ใช้ Facebook มีการ [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>มาดูสถิติต่างของทั้ง facebook และ twitter ก่อนสิ้นปี 2010 กันว่าเป็นอย่างไรบ้าง</p><p><a
href="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2010/12/facbook_vs_twitter_infographic.jpg"><img
class="aligncenter size-large wp-image-221" title="facbook vs twitter infographic" src="http://www.balahave.com/wp-content/uploads/2010/12/facbook_vs_twitter_infographic-465x1024.jpg" alt="" width="465" height="1024" /></a></p><p><strong>Facebook: </strong></p><ul><li>ผู้ใช้ 500 ล้านคน</li><li>41% เข้า log in บน Facebook ทุกวัน</li><li>30% ใช้ผ่านมือถือ</li><li>40% เป็นเพื่อนกับแบรนด์ ในขณะที่ 51% ของผู้ที่เป็นเพื่อนกับแบรนด์จะซื้อสินค้าของแบรนด์นั้นๆ</li><li>12% ของผู้ใช้ทำการอัพเดทสถานะทุกวัน</li><li>70% ของผู้ใช้อยู่นอกสหรัฐฯ</li></ul><p><span
id="more-220"></span><br
/> <strong>Twitter</strong></p><ul><li>ผู้ใช้ 106 ล้านคน</li><li>27% เข้า log in บน Facebook ทุกวัน</li><li>37% ใช้ผ่านมือถือ</li><li>25% เป็นเพื่อนกับแบรนด์ ในขณะที่ 67% ของผู้ที่เป็นเพื่อนกับแบรนด์จะซื้อสินค้าของแบรนด์นั้นๆ</li><li>52% ของผู้ใช้ทำการอัพเดทสถานะทุกวัน</li><li>60% ของผู้ใช้อยู่นอกสหรัฐฯ</li></ul><p>สรุปจากตัวเลขนี้</p><ul><li>ผู้ใช้ Facebook มีการ log-in เข้าใช้งานบนกว่าผู้ใช้ Twitter แต่ว่าผู้ใช้ Twitter จะ active กว่าในแง่ของการอัพเดทสถานะของตัวเอง</li><li>ประมาณ 35% ของผู้ใช้ Facebook และ Twitter เข้าใช้งานผ่านมือถือ</li><li>ผู้ใช้ Facebook เป็นเพื่อนกับแบรนด์มากกว่าผู้ใช้ Twitter  แต่ว่าผู้ใช้ Twitter ที่เป็นเพื่อนกับแบรนด์ มี purchasing loyalty  ต่อแบรนด์นั้นๆ มากกว่าผู้ใช้ Facebook</li></ul><p>ที่มา: Digital Surgeon</p> ]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.balahave.com/facebook-twitter-infographic-2010/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> </channel> </rss>
